Make astrology
clean, clear, and simple.
 
 
Main Menu
Home
I Ching Oracle (อี้จิง)
ไพ่ยิปซีพยากรณ์
Tarot Spreader
Easy-Step Astrologer
Easy-Step Predictor
Easy-Step Matcher
Uranian Gadgets
Graphic Ephemeris
เอ็นเนียแกรม
ตำราโหราศาสตร์
Articles
UAstrolog
SkyNow

Articles

ปัจจัยที่ทำให้โหราศาสตร์ทำนายได้แม่นยำ

บทความนี้ผมได้เขียนไว้ ๒ ช่วงเวลา จึงแบ่งเป็น ๒ ตอน ตอนแรกกล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้หมอดูทายแม่น บนพื้นฐานความเชื่อว่าวิชาโหราศาสตร์สามารถบอกความจริงอะไรได้บางอย่าง เป็นความเชื่อของผมในช่วงแรก ๆ ส่วนตอนที่ ๒ จะกล่าวถึงปัจจัยที่ไม่เกี่ยวกับโหราศาสตร์ที่ทำให้หมอดูทายแม่น ซึ่งเป็นความเชื่อของผมในช่วงหลัง

ตอนที่ ๑

โหรหรือหมอดูเป็นบุคคลที่ทำนายชีวิตของบุคคลอื่นตามหลักวิชาโหราศาสตร์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน บางท่านแยกคำว่าโหรออกจากหมอดู ทำให้ดูแล้วโหรมีภาษีดีกว่า มีหลักวิชาเป็นที่ยอมรับมากกว่า แต่ผมถือว่าโหรก็คือหมอดูนั่นแหละ สองคำนี้มีความหมายเท่ากัน ผมจะใช้สลับไปมา เพราะผมถือว่าวิชาในการพยากรณ์นี้ไม่มีวิชาใดสูงส่งหรือดีกว่ากัน อยู่ที่จะใช้ในโอกาสและจุดประสงค์ใด วิชาที่ยากไม่ได้แปลว่าจะทายแม่นเสมอไป ข้อนี้ปรากฏได้ชัดเจนในวงการโหรบ้านเรา โหราศาสตร์ไทยเป็นวิชาที่เรียนยาก เมื่อเทียบกับเลขเจ็ดตัว ผู้ที่ศึกษาจะรู้ได้ ด้วยเวลาศึกษาที่เท่ากัน ใช้เลขเจ็ดตัวจะทายได้แม่นกว่าดวงไทย จนปัจจุบันเลขเจ็ดตัวเป็นที่นิยมมากกว่า เพราะเรียนง่ายทายแม่น แล้วอะไรคือปัจจัยของการทายแม่นของศาสตร์พยากรณ์ต่าง ๆ ผมจะวิเคราะห์ด้วยหลักการ ประกอบกับความคิดและทัศนะของตนเอง โดยขอแยกเป็นปัจจัยฝ่ายผู้พยากรณ์และปัจจัยฝ่ายผู้รับพยากรณ์ดังนี้

ปัจจัยฝ่ายผู้พยากรณ์

๑. หลักวิชา (Principles)
อันดับแรกสุดที่จะเป็นหมอดูได้คือมีวิชา ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากผู้รู้ทางด้านนี้ หรือเอกสารตำรับตำรา นอกจากนี้บุคคลที่สามารถพยากรณ์ชีวิตของคนอื่นได้โดยไม่ต้องเรียนวิชาโหร ถ้าทำนายได้เป็นเรื่องเป็นราวก็ถือได้ว่าเป็นหมอดูเหมือนกัน ที่เรียกกันว่าหมอดูทางใน ตาทิพย์ หมอดูประเภทนี้จะเน้นอำนาจจิตมากกว่าหลักวิชา จะขออธิบายในข้อต่อไป หลักวิชานี้ส่วนใหญ่จะอยู่กับโหรผู้ชำนาญ การได้อาจารย์ดีย่อมได้หลักวิชาดี โหราจารย์เป็นบุคคลสำคัญโดยเฉพาะวงการโหรบ้านเรา เพราะเป็นวิชาที่ยังค่อนข้างปิด อยู่ในแวดวงจำกัด ไม่เหมือนโหราศาสตร์สากล ที่นักโหราศาสตร์ต่างช่วยกันค้นคว้าพัฒนาและเผยแพร่ความรู้ของตนออกมาอย่างกว้างขวาง ผมขอแบ่งวิชาทางโหรออกเป็น ๓ ประเภท เป็นการแบ่งของผมเอง คือ (๑) การพยากรณ์ด้วยสัญลักษณ์ที่สัมพันธ์กับตน ได้แก่ การดูดวงดาวขณะเกิด ดูลายมือ ใบหน้า เป็นต้น (๒) การพยากรณ์ด้วยการเสี่ยงทาย ได้แก่ ไพ่ยิปซี ดูใบไม้ ใบชา เซียมซี เป็นต้น (๓) ดูด้วยอำนาจจิต ได้แก่ การเพ่งลูกแก้ว นั่งทางใน เป็นต้น เรื่องหลักวิชานี้ผมถือว่าเท่าเทียมกัน เพราะวิชานี้ไม่มีผิดมีถูก ขึ้นอยู่กับว่าวิธีที่ใช้ทายจะพยากรณ์ได้แม่นยำขนาดไหน ไม่เคยมีการวัดออกมาเป็นตัวเลข ว่าวิชาใดแม่นกว่าวิชาใด และไม่มีวิชาโหรวิชาใดที่ทายได้แม่น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ขอยกเว้นผู้ที่เห็นด้วยญาณอันบริสุทธิ์ เพราะผมถือว่าท่านเหล่านั้นไม่ใช่หมอดู ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่เรากำลังพูดกัน เมื่อทุกคนมีหลักวิชา ไม่ว่าจะเกิดจากการเรียนรู้หรือเป็นเอง ก็ถือว่าเริ่มสตาร์ทที่เส้นเดียวกัน ปัจจัยความแม่นของหมอดูต้องพิจารณาข้อต่อ ๆ ไป

๒. ประสบการณ์และทักษะการสื่อสาร (Experience and Communication Skills)
ข้อนี้มีความสำคัญมากกว่าข้อแรก คนที่เรียนวิชาง่าย แต่มีชั่วโมงบินสูง ย่อมทำนายได้แม่นกว่าคนที่เรียนวิชายาก แต่ฝึกทายน้อย หลักวิชาเปรียบเหมือนเครื่องมือ ประสบการณ์คือความชำนาญในการใช้เครื่องมือนั้น ผู้ชำนาญใช้ค้อนมิได้แปลว่าจะเลื่อยเก่งเสมอไป หมายความว่า ความชำนาญนั้นจะอยู่ในขอบเขตของหลักวิชา ศาสตร์แห่งโหรหลากหลายวิชาต่างกันที่ลักษณะคำพยากรณ์ มีความหยาบละเอียดและแง่มุมการทายต่างกัน บางวิชาบอกบางเรื่องได้ดี บางวิชาดูบางเรื่องได้ยาก เช่น ไพ่ยิปซีดูพื้นดวงชะตาบุคคลได้ยากกว่าดูดวงดาว เป็นต้น โหรที่ชำนาญในหลักวิชาก็อาจทายผิดได้ ถ้าทายเกินขอบเขตหลักวิชาของตน ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงก็อาจจะเรียกว่า ไม่ค่อยชำนาญเท่าไหร่ เพราะหมอดูที่เก่งจะรู้ว่าเรื่องใดควรทาย เรื่องใดไม่ควรทาย และควรทายเมื่อไหร่ กับใคร เหล่านี้ไม่ได้มีสอนในหลักสูตรหมอดู ต้องอาศัยเก็บประสบการณ์ส่วนตัวกลั่นมาเป็นภูมิปัญญากันนับสิบปี อีกประการที่มีความสำคัญคือความสามารถในการสื่อสารของหมอดู คนที่พูดเก่งย่อมจะสามารถสอบถามข้อมูลประกอบในการออกคำพยากรณ์จากผู้มาดูดวงได้อย่างแนบเนียนเป็นธรรมชาติ การดูดวงที่ดีเป็นการสื่อสาร ๒ ทาง คนทายและคนถูกทายจะต้องช่วยกัน ไม่มีหมอดูคนใดที่พูดอยู่ฝ่ายเดียวแล้วจะทายถูกหมดทุกอย่าง เนื่องจากการตีความจะต้องสอดคล้องกับบริบทชีวิตของผู้รับพยากรณ์ คำทำนายจึงจะตรงกับชีวิตของผู้นั้น ดังนั้นหมอดูที่พูดคุยเก่งย่อมมีโอกาสที่จะทำนายได้เก่งด้วย หมอดูที่มีวิชาธรรมดา ๆ แต่มีทักษะการพูดจาดี ก็เป็นหมอดูที่เก่งได้ เพราะคนที่มีปัญหาต้องการคนคุยด้วย นอกจากนี้ทักษะการสื่อสารเป็นหลักการพื้นฐานของการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา

๓. จินตนาการ อำนาจจิตและการหยั่งรู้ (Imagination, Psychic Power and Intuition)
หมอดูทั่วไประดับปกติ อาศัยปัจจัยข้อ ๑ และ ๒ ก็เพียงพอแล้วในงานพยากรณ์ แต่ถ้าหมอดูที่มีจินตนาการและอำนาจจิตสูงด้วยแล้ว เรียกได้ว่าไม่ธรรมดา หลักการของการพยากรณ์ทุกประเภทคือการตีความสัญลักษณ์ การจะตีความได้ใกล้เคียงกับเรื่องราวของผู้มาดู ต้องอาศัยสมาธิอย่างมาก ถ้าหมอดูไม่มีอารมณ์จะดู บอกได้เลยว่าดูไปก็ไม่แม่นหรอก เพราะพละกำลังไม่มี ลองเปรียบเทียบกับการแปลภาษาอังกฤษ จะแปลได้ดีก็ต้องรู้ภาษาอังกฤษดี มีประสบการณ์แปล อ่านเขียนมามาก และก็ต้องมีสมาธิและจินตนาการด้วย ไม่อย่างนั้นก็จะแปลไม่ดี การแปลได้เป็นศาสตร์ ส่วนการแปลดีเป็นศิลป์ สัญลักษณ์คือสิ่งที่แทนความหมายได้หลายอย่าง การจะเลือกหยิบความหมายใดมาแปลให้ตรงเรื่องนั้น เป็นสิ่งที่สอนกันไม่ได้ ประสบการณ์ก็ช่วยในส่วนหนึ่ง แต่ที่ทำให้หมอดูทายได้ถูกเรื่องราวนั้นส่วนหนึ่งเกิดจากการหยั่งรู้ ทำไมจึงเลือกใช้ความหมายนี้แทนที่จะเป็นความหมายนั้น บางครั้งหมอดูเองก็บอกไม่ได้ว่าทำไม มันรู้ของมันออกมาเองว่าต้องแปลแบบนั้น เพื่อนร่วมชั้นเรียนโหรผมคนหนึ่งมีลักษณะแบบนี้ คือ เวลาที่ทายถูกแล้ว เพื่อน ๆ ถามว่าทายจากตรงไหน เขาก็บอกไม่ได้ว่าทายได้อย่างไร แต่มันรู้ว่าต้องเป็นอย่างนั้น เรื่องนี้ไม่สาธารณะสำหรับคนทั่วไป แต่ขอให้เข้าใจไว้ว่า จินตนาการ อำนาจจิต และการหยั่งรู้นี้ ไม่ได้มีกับหมอดูทุกคน และทุกครั้งในการพยากรณ์ บางครั้งเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ การเกิดภาพทางจิตบางครั้งก็เป็นของจริง บางครั้งจิตก็สร้างขึ้นมาเอง ดังนั้นหมอดูที่ว่าทายแม่น ๆ บางทีตกม้าตายก็มี หน้าแตกก็มี ความเป็นจริงคือ ไม่มีหมอดูคนใดดูได้แม่นทุกเรื่อง ทุกครั้ง และกับทุกคน ขอให้เผื่อใจไว้ผิดบ้าง ไม่ว่าหมอดูระดับไหน

๔. พรสวรรค์ (Gift or Natural Endowment)
ข้อนี้เป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด เป็นสิ่งที่บุคคลนั้นสั่งสมบำเพ็ญมาในอดีต การที่บุคคลมีญาณหยั่งรู้ก็เกิดจากการสั่งสมมา บุคคลที่มีพรสวรรค์บางคนก็ไม่เคยเรียนหลักวิชาโหร ไม่เคยมีประสบการณ์ทำนายทายทัก ไม่ได้มีจินตนาการตีความสัญลักษณ์อะไร แต่รู้ขึ้นมาเฉย ๆ แล้วบอกออกไป มีลักษณะของการหยั่งรู้เป็นปกติวิสัย เรียกได้ว่าผู้มีบารมี เป็นบุคคลที่หาได้ยาก ในชีวิตผมก็พอจะเคยพบเคยเห็นมาบ้าง ส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจเป็นหมอดู แต่ใช้เป็นเครื่องมือประกอบการบำเพ็ญบารมีอื่น ๆ เพราะบุคคลประเภทนี้เกิดมาอย่างมีจุดหมาย มีเป้าหมายสูงส่งกว่าการเป็นหมอดูมากนัก การพยากรณ์เป็นเพียงอุปกรณ์ในการสื่อสารกับคนเท่านั้น ถ้าท่านพบเจอหมอดูประเภทนี้ก็ถือว่าเป็นโชค ก็ขึ้นอยู่กับบุญวาสนาของท่านเองด้วย เป็นที่สังเกตได้ว่าหมอดูประเภทนี้พยากรณ์ไม่คิดเงิน แต่ได้เงินมากกว่าที่เราจะประมาณได้ แล้วหมอดูแบบนี้ทายแม่นทุกเรื่องหรือไม่ ตอบได้เลยว่าไม่ เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ยกพระพุทธเจ้าผู้สัพพัญญูไว้ นอกนั้นไม่มีผู้ใดจะพยากรณ์อนาคตได้ถูก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์

๕. อำนาจภายนอก (Divine Power)
มีหมอดูบางคนอาศัยอำนาจจากภายนอก ที่เรียกกันว่า "เทพ" บางครั้งหมอดูทำตัวเป็นสื่อของอมนุษย์ในภพภูมิอื่น ให้มามีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ อาจจะเป็นในรูปแบบ เข้าเจ้าทรงผี หรือแบบ "เสียงบอกจากสวรรค์" ก็ได้ บางครั้งก็เกิดกับผู้ที่มีอำนาจจิต เพราะเมื่อคนมีกำลังจิตดี มีจิตละเอียด พวกกายทิพย์ก็จะติดต่อได้ง่าย เรื่องนี้ถ้ากล่าวตามหลักพุทธศาสนาแล้วก็เป็นไปได้ เทพต่าง ๆ ก็หวังจะบำเพ็ญบารมีทำบุญช่วยเหลือผู้คนในโลกมนุษย์ เพราะในโลกของเทพนั้นต่างคนก็ต่างมีกันหมด ไม่รู้ว่าจะทำบุญให้ใคร ก็ต้องมาอาศัยมนุษย์ทำบุญทำทาน โดยอาศัยบุคคลที่เหมาะสมเป็นสื่อ เรื่องนี้พูดกันได้ยากว่าแบบไหนแท้แบบไหนเทียม ต้องดูพฤติกรรมเป็นหลัก ถ้าถามว่าหมอดูที่อาศัยอำนาจภายนอกนี้เชื่อถือได้แค่ไหน ก็ต้องดูที่ "เทพ" นั้นเชื่อถือได้เพียงใด เรื่องนี้พิสูจน์ยาก แม้จะเป็นเทพจริงความสามารถในการหยั่งรู้ของเทพก็มีจำกัด เทพไม่ได้รู้อะไรหมดทุกอย่าง เพียงแต่เทพมีอำนาจจิตและมีอายุมากกว่ามนุษย์ จึงย่อมรู้ย่อมเห็นอะไรมามากกว่าเท่านั้นเอง เรื่องนี้ว่ากันตามตำรานะครับ ไม่ได้รู้เห็นเอง ผู้ที่เกิดแล้วไม่ว่าภพภูมิใดก็เป็นผู้ไม่รู้มีอวิชชาด้วยกันทั้งสิ้นแล

๖. วิบากกรรมของผู้พยากรณ์ (Fruits of Karma)
ปัจจัยข้อสุดท้ายที่จะขอกล่าวถึงคือ "กรรม" คำนี้เป็นคำที่ใช้ผิดกันมานาน ทางพุทธศาสนามีคำ ๒ คำคือ คำว่า กรรม กับ วิบาก กรรมหมายถึงการกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา วิบากหมายถึงผลของกรรมนั้น ดังนั้นเวลาภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ Karma พูดถึงกรรมจะหมายถึง ทั้งกรรมและวิบาก แต่จะเน้นไปที่วิบากมากกว่า ในที่นี้ผมจึงขอระบุให้ชัดว่า วิบากกรรม คือวิบากหรือผลของกรรมในอดีต ข้อนี้เกี่ยวข้องกับการพยากรณ์ของหมอดูอย่างไร เกี่ยวแน่นอนครับ เพราะคนประสบกับสิ่งใดเป็นสิ่งที่กรรมจัดสรรให้ส่วนหนึ่ง หมอดูจะทายถูกทายผิดก็เป็นวิบากกรรมของหมอดูส่วนหนึ่ง ดังที่มักจะมีคนล้อหมอดูว่าทำไมไม่ดูดวงตัวเองก่อนว่าจะมีเคราะห์หรือไม่ ยามเมื่อกรรมจะให้ผลต่อให้หมอดูเทวดาก็มองไม่เห็นหรอกครับว่าจะเกิดอะไรขึ้น หมอดูเป็นจำนวนมากจึงมักจะถือศีลกินเจทำบุญสุนทานกันเป็นประจำ เพื่อใช้ศีลทานในการรักษาตน วิบากกรรมจะได้ไม่รุนแรงนัก เรื่องนี้สอนเราว่า แม้ที่สุดเราก็หนีอำนาจของกรรมไปไม่พ้น แต่เราหลุดจากวงจรของกรรมได้ ด้วยการบำเพ็ญภาวนา ให้รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่ปรากฏ ว่าเป็นความไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ ไม่มีสาระแก่นสาร เมื่อเราเห็นความจริงแล้ว โหราศาสตร์ก็ไม่ใช่เรื่องอะไรที่น่าสนใจอีกต่อไป

ปัจจัยฝ่ายผู้รับพยากรณ์

๑. การมีส่วนร่วมในการพยากรณ์ (Participation)
อย่างที่กล่าวแล้วว่าการพยากรณ์ที่ดีจะต้องเป็นการสื่อสาร ๒ ทาง ไม่มีหมอดูคนใดที่พูดอยู่ฝ่ายเดียวแล้วทายถูกทั้งหมด สิ่งที่หมอดูทั่วไปไม่ค่อยชอบ คือ ผู้ที่มาดูเอาแต่นั่งกอดอกไม่พูดไม่จา โดยหวังว่าหมอดูจะต้องรู้ทุกอย่าง "เขาเป็นหมอดูนี่ ทำไมไม่ดูเอาเอง มาถามฉันทำไม" นั่นเป็นความเชื่อที่ผิด ความคิดแบบนี้จะไม่เกิดประโยชน์กับใครเลยไม่ว่าจะเป็นตัวหมอดูหรือผู้ที่มาดูเอง ผมขออธิบายเปรียบเทียบว่าการดูดวงเหมือนกระบวนการสร้างสรรค์สิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมา ในที่นี้คือคำพยากรณ์ที่ถูกต้องตามผู้มาดูต้องการ กระบวนการ (Process) นั้นโดยทั่วไปจะต้องมีสิ่งที่ป้อนเข้าไป (Input) เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการออกมา (Output) หมอดูเป็นผู้ชำนาญในกระบวนการ แต่ไม่รู้บริบทชีวิตของผู้มาดูอันเป็นสิ่งที่จะป้อนเข้าไปในกระบวนการพยากรณ์ เพื่อให้ได้คำพยากรณ์ที่ตรงกับชีวิตของผู้มาดูดวง ต่อให้หมอดูเก่งแค่ไหนถ้าไม่มีข้อมูลจากผู้มาดูประกอบคำพยากรณ์แล้ว ก็ยากที่จะทายถูก จะทำได้ก็เพียงทายแบบเหวี่ยงแหไป โดนบ้างพลาดบ้าง ดังนั้นการมีส่วนร่วมในการพยากรณ์ของผู้มาดูดวงนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ นั่นคือทำไมคอลัมน์ดูดวงตามนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์จึงมีตรงบ้างไม่ตรงบ้าง แต่ละคนย่อมมีดวงเป็นของตนเองไม่มีซ้ำกัน

๒. ความเข้าใจต่อโลกและชีวิตของผู้รับพยากรณ์ (Real Life Understanding)
คนจำนวนมากมักจะเห็นโลกไม่เป็นขาวก็ดำ มีและไม่มี ได้และไม่ได้ ความเชื่ออย่างนี้ทำให้คนมักต้องการคำตอบแบบ "ฟันธง" จากหมอดู คนอยากรู้เพียงว่าจะได้หรือไม่ได้ โดยไม่ได้สนใจในเงื่อนไขรายละเอียดต่าง ๆ โลกไม่ได้ง่ายขนาดมีแค่ขาวกับดำ โลกเราหลากสีสันมากกว่านั้น ในปัญหาเรื่องหนึ่ง ๆ ของคนอาจจะมีคำตอบว่าได้หรือไม่ได้ในขณะเดียวกัน คือถ้าได้มันจะได้ด้วยเงื่อนไขแบบหนึ่ง แต่ถ้าไม่ได้มันก็จะเป็นเงื่อนไขอีกแบบหนึ่ง ทั้งนี้เพราะการดำเนินชีวิตนั้นเราเป็นผู้เลือกเองทั้งสิ้น แต่คนเรามีตัวเลือกไม่เหมือนกัน ตามแต่บุญสร้างกรรมแต่งในแต่ละบุคคล มีคนจำนวนไม่น้อยที่วนถามหมอดูอยู่เพียงเรื่องเดียว เพียงแต่อยากได้คำตอบที่ถูกใจตัวเอง นั่นแสดงให้เห็นว่าเขาไม่มองหาทางเลือกอื่น ๆ ของชีวิตเลย ยึดติดอยู่แต่เพียงทางเลือกเดียว แล้วก็ผิดหวังอยู่อย่างนั้นร่ำไป เมื่อเราเลือกทางนี้มันก็ได้อย่างนั้น เป็นธรรมดาตามหลักของเหตุปัจจัย ดังนั้น การดูดวงจะเกิดประโยชน์ถ้าเราไม่หวังเพียงแต่คำตอบว่าจะได้หรือไม่ได้ การรู้ว่าถ้าได้จะได้อย่างไร ถ้าไม่ได้เป็นเพราะเหตุใด จะทำให้เราเข้าใจโลกและชีวิตมากขึ้น ขอให้เข้าใจว่าหมอดูไม่ใช่ผู้วิเศษที่จะมา "ฟันธง" ว่าชีวิตของใครจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

๓. กรรมและผลกรรมของผู้รับพยากรณ์ (Karma and Fruits of Karma)
เหมือนกับหมอดูที่การจะดูดวงใครแม่นหรือไม่นั้น เป็นผลกรรมของตัวหมอดูเองส่วนหนึ่ง ตัวผู้มาดูดวงเองก็มีวิบากกรรมที่จะได้รับการพยากรณ์ถูกหรือผิดเช่นกัน บางคนดูกับหมอนั้นตรง ดูกับหมออีกคนไม่ตรง ดูวันนั้นตรง ดูอีกวันไม่ตรง ดูเรื่องนั้นตรง ดูอีกเรื่องไม่ตรง เหล่านี้ล้วนแต่เป็นกลไกของกรรมอันซับซ้อนทั้งสิ้น ไม่มีใครบอกได้ชัดว่าอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เป็นเช่นนั้นนอกจากผู้มีญาณหยั่งรู้ กรรมมีอิทธิพลเหนือหมอดูแน่นอน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราประสบปัญหาของชีวิต ไปหาหมอดู พอดีไปพบหมอเดาสุ่ม บอกว่าชีวิตเราถึงคราวจะรุ่งเรือง อาจทำให้เราเกิดความคิดได้ ๒ ทางคือ หนึ่งเกิดความสบายใจอดทนมุมานะแก้ไขปัญหาชีวิตจนลุล่วงไปได้ด้วยดี หรือสองเกิดความคิดว่าหมอดูอะไรดูไม่แม่นเลย แล้วก็ปล่อยชีวิตตัวเองให้จมอยู่กับปัญหานั้นโดยไม่หาทางแก้ไข หรือเราอาจจะไปพบหมอดูที่สามารถ บอกปัญหาได้ตรงทุกอย่าง แต่ถ้าเราเอาแต่เสียใจในโชคชะตาไม่แก้ไขสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย การที่เราจะได้ประสบพบใคร จะมีความเข้าใจคำพยากรณ์อย่างไร ล้วนเป็นกรรมและผลกรรมของเราเองทั้งสิ้น

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ สรุปได้ว่าการที่คำพยากรณ์ของการดูดวงครั้งหนึ่งจะมีความแม่นยำและเกิดประโยชน์นั้นมีหลายเหตุหลายปัจจัย ไม่ได้เกิดกันง่าย ๆ การเชื่อโหราศาสตร์ไม่ได้ผิดอะไร แต่ขอให้เชื่ออย่างมีสติ โหรมิใช่ผู้วิเศษ แต่เป็นผู้มีแว่นส่องกรรมอันเล็ก ที่พอจะส่องให้เห็นว่าอะไรเป็นอะไร ถึงแม้จะไม่ได้ภาพทั้งหมด แต่ก็พอทำให้เราดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท ใช้ศักยภาพของเราได้อย่างเต็มที่ และขอให้มั่นใจได้ว่ากรรมมีผลแน่นอน ผลที่ดีย่อมเกิดจากเหตุที่ดี การสร้างกรรมดีตั้งแต่วันนี้ ทำให้อนาคตเราดีแน่นอน ไม่ต้องดูดวงก็บอกได้

คำอธิบายเพิ่มเติม
จาการศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจัง บทสรุปและแนวคิดในเรื่องนี้ของผมได้เปลี่ยนไปบ้าง กล่าวคือ ผมเห็นว่าความแม่นยำของโหราศาสตร์ไม่ได้อยู่ที่หลักวิชาโหราศาสตร์แต่ประการใด แต่อยู่ที่ปัจจัยในตัวบุคคลของทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น ความสามารถในการสื่อสาร การใช้ภาษา ความเชื่อ ความคาดหวัง อารมณ์ และการใช้เหตุผล สิ่งเหล่านี้สามารถอธิบายได้ในเชิงจิตวิทยา ดังนั้นที่ว่าโหราศาสตร์สามารถสะท้อนความจริงของธรรมชาติได้นั้น ไม่อาจจะสรุปได้อย่างมีเหตุผล ส่วนความรู้ที่ได้จากญาณหรือการหยั่งรู้นั้น เป็นเรื่องเฉพาะตัว แม้จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริง แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ชัดว่าที่รู้ที่เห็นนั้นจริงหรือไม่

ตอนที่ ๒

ปัจจัยนอกโหราศาสตร์ที่ทำให้การทำนายแม่นยำ (Hidden Persuaders)

ส่วนนี้ผมเพิ่มเติมขึ้นภายหลัง เพื่อเนื้อความในเรื่องนี้จะได้สมบูรณ์ขึ้น มีหลายมุมมองมากขึ้น สำหรับการพิสูจน์ทดลองของนักวิทยาศาสตร์ที่สนใจโหราศาสตร์ ได้ผลสรุปออกมาว่า การที่นักโหราศาสตร์เชื่อว่าโหราศาสตร์นั้นบอกอะไรบางอย่างได้ถูกต้อง ไม่ได้อยู่ที่ตัวโหราศาสตร์เอง แต่อยู่ที่การใช้เหตุผลของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการพยากรณ์ นักโหราศาสตร์/วิทยาศาสตร์ที่วิจัยเรื่องนี้อย่างจริงจังคือ Dr.Geoffrey Dean เขาเรียกปัจจัยที่ทำให้โหราศาสตร์ดูเหมือนจะเป็นจริงเหล่านี้ว่า "ผู้ชักจูงที่ซ่อนเร้น" (hidden persuaders) ซึ่งดร.ดีนได้ทำรายการไว้ถึง ๓๔ ข้อ ในที่นี้ผมขอยกเป็นเพียงบางข้อที่อธิบายให้เข้าใจได้ไม่ยากนัก โดยแยกเป็นกลุ่มดังนี้

(๑) สภาวะก่อนการพยากรณ์ ที่มีผลอย่างมากได้แก่
- ลูกค้ามีความเชื่ออยู่แล้วว่าโหราศาสตร์สามารถบอกอะไรได้ หรือมีความเชื่อในตัวหมอดูอยู่แล้ว
- การไม่รู้ข้อโต้แย้งของโหราศาสตร์ ไม่รู้เหตุผลของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย คือไม่ได้ศึกษาอะไรแบบที่ท่านกำลังอ่านนี้
- การที่ต้องเสียเงิน ทำให้คิดว่าต้องได้สิ่งที่คุ้มค่า เมื่อเราเสียเงินดูดวงทำให้เรามีความคาดหวังและความเชื่ออะไรบางอย่าง มากกว่าการดูฟรี ๆ

(๒) การปิดประตูโอกาสที่จะผิดพลาด ได้แก่
- ความซับซ้อนของดวงชะตา ที่มีความครอบคลุมและยืดหยุ่นมาก จนจับความผิดของคำพยากรณ์ไม่ได้
- การหลีกเลี่ยงส่วนที่เราไม่เชื่อ สนใจเฉพาะที่เราเชื่อ
- การเชื่อในสิ่งที่เราพิสูจน์ไม่ได้ ทำนองไม่เชื่ออย่าลบหลู่
- การจดจำเฉพาะที่ทำนายแม่น และไม่จำที่ทายผิดไป
- ถามคำถามที่จะได้คำตอบว่า "ใช่" เท่านั้น
- การปฏิเสธว่าโหราศาสตร์นั้นพิสูจน์ได้

(๓) การใช้ตัวช่วย ได้แก่
- การใช้สถิติพื้นฐานของคนทั่วไป
- การสังเกตจากท่าทางของลูกค้า (การอ่านภาษากาย หรือ cold reading)

(๔) การทำให้โหราศาสตร์ดูดี ประกอบด้วย
- ความประทับใจครั้งแรก การทักครั้งแรกที่โดนใจ (halo effect)
- การทำบุคลิกภาพให้น่าเชื่อถือ คนมักเชื่อว่าอะไรที่ดูดีมักจะใช้ได้ดีด้วย
- การให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ (style) เพราะลูกค้าจะสนใจมากกว่าเนื้อหา

(๕) การทำให้ลูกค้ารู้สึกดี ได้แก่
- ความมีจิตใจอารี เห็นอกเห็นใจ
- การมีทัศนคติในเชิงบวก
- การสร้างความมั่นใจว่าถ้าเชื่อแล้วจะเป็นจริง (placebo effect)

(๖) การทำให้ดวงชะตาเข้ากับบุคคล มีดังนี้
- การหาความหมายจากสิ่งที่มองเห็น (ในดวง) อย่างการเห็นภาพในก้อนเมฆ
- การทำความหมายเฉพาะให้ทั่วไป (Barnum effect) ข้อนี้พอยกตัวอย่างได้ เช่น การบอกว่า "ท่านกำลังมีปัญหาทางการเงิน" (โดยไม่เจาะจงว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ ซึ่งอย่างนี้ทำให้มีโอกาสถูกมากกว่าผิด)
- การอ่านดวงเฉพาะที่อยากเห็น
- การเน้นเฉพาะภาพเชิงบวก ที่สังคมยอมรับ

(๗) การทำบุคคลให้เข้ากับดวงชะตา ได้แก่
- การหยิบอะไรก็ได้ในตัวลูกค้ามาแปลให้เข้ากับดวงชะตา
- การให้ลูกค้าเล่นบทบาทที่ปรากฏในดวงชะตา
- การบังคับให้ลูกค้ายอมรับว่า เขาเป็นไปตามดวงชะตาอย่างนี้ ๆ

ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นปัจจัยที่ไม่เกี่ยวข้องกับหลักการโหราศาสตร์ แต่ก็ทำให้โหราศาสตร์ทำนายได้แม่นยำ จนยากที่ผู้ศึกษาโหราศาสตร์จะปฏิเสธว่าโหราศาสตร์ไม่เป็นจริง ผลการวิจัยมากมายสรุปว่า ปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อความแม่นยำของโหราศาสตร์มากกว่าหลักการของโหราศาสตร์เสียอีก เมื่อนักวิทยาศาสตร์จะพิสูจน์โหราศาสตร์ เขาจะควบคุมปัจจัยเหล่านี้ไม่ให้มีผล ทำให้ผลการพิสูจน์โหราศาสตร์ออกมาว่าไม่ต่างอะไรกับการการโยนเหรียญ เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงไม่ได้ตัดสินด้วยความรู้สึก

ในอีกแง่หนึ่งที่ผมเห็นประโยชน์ ถ้าเรารู้จักปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ คือ มันช่วยให้หมอดูทำนายได้แม่นขึ้น เป็นที่ยอมรับของลูกค้ามากขึ้น มีประโยชน์ต่อธุรกิจหมอดู จะจริงอย่างว่าหรือไม่อยากให้ลองสังเกตหมอดูที่ว่าแม่น ๆ หรือ ดัง ๆ ว่าเขาใช้เทคนิคเหล่านี้หรือไม่ (อาจจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้) เพราะหลักวิชาก็เหมือน ๆ กัน ตำราเล่มเดียวกัน ดังนั้นที่ว่าโหราศาสตร์แม่นนั้น ขึ้นอยู่กับบุคคลที่เกี่ยวข้อง มากกว่าหลักของโหราศาสตร์เอง

บรรณานุกรม

  • Carroll, Robert T. "Hidden Persuaders". The Skeptic's Dictionary. 2009. http://www.skepdic.com/hiddenpersuaders.html
  • Colman, Andrew M. Dictionary of Psychology. 3rd ed. New York: Oxford University Press. 2009.
  • Dean, Geoffrey and Kelly, Ivan W. "Artifacts in Reasoning: Hidden Persuaders Make Astrology Work". www.astrology-and-science.com. http://www.rudolfhsmit.nl/d-hidd2.htm
  • เขียนโดย กาลจักร
    เขียนครั้งแรก: ๒ ธันวาคม ๒๕๕๐
    แก้ไขเพิ่มเติมครั้งล่าสุด: ๑๔ กันยายน ๒๕๕๒

     
    ©2007-2017 AstroSimple.com